เริ่มวางกลยุทธ์พัฒนาบล็อกเชนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ตรวจสอบว่าโจทย์ธุรกิจจำเป็นต้องใช้บล็อกเชนหรือไม่ เลือกเครือข่ายและสถาปัตยกรรม ประเมินงบในบาท วางแผนความปลอดภัย และเปรียบเทียบการสร้างเองกับจ้างทีมภายนอก
เริ่มจากพิสูจน์ว่าโจทย์ธุรกิจต้องการบล็อกเชนจริงหรือไม่ ก่อนเลือกเครือข่าย เหรียญ หรือผู้พัฒนา. หากมีหลายฝ่ายที่ต้องใช้ข้อมูลร่วมกัน ต้องตรวจสอบย้อนหลัง และไม่ต้องการพึ่งฐานข้อมูลกลางเพียงจุดเดียว บล็อกเชนอาจเหมาะสมกว่า.
สำหรับหลายธุรกิจ ฐานข้อมูลทั่วไปอาจทำงานได้คุ้มค่าและดูแลง่ายกว่า. ทางเลือกหลักคือสร้างทีมเอง ใช้บริการ Blockchain-as-a-Service หรือจ้างทีมพัฒนาภายนอก ซึ่งต่างกันทั้งค่าใช้จ่าย การควบคุม และภาระระยะยาว.
การประเมินงบควรมองทั้งค่าพัฒนาเริ่มต้น โครงสร้างพื้นฐาน การดูแลคีย์ การตรวจสอบความปลอดภัย และค่าบำรุงรักษา. เมื่อกำหนดขอบเขตผลิตภัณฑ์ให้เล็กพอสำหรับการทดสอบได้แล้ว การเปรียบเทียบใบเสนอราคาจะชัดเจนขึ้นมาก.
ก่อนตัดสินใจ ควรระบุผลลัพธ์ที่ต้องการและระดับความเสี่ยงที่องค์กรยอมรับได้ให้ชัดเจน.
สรุปแบบรวดเร็ว
- เริ่มจาก ปัญหาธุรกิจ ไม่ใช่เริ่มจากการเลือกเทคโนโลยีหรือเครือข่าย
- เปรียบเทียบ สร้างเอง ใช้ BaaS และจ้างทีมพัฒนา ด้วยต้นทุน การควบคุม และภาระดูแลระยะยาว
- สมาร์ตคอนแทรกต์และการจัดการคีย์ต้องผ่านการทดสอบและตรวจสอบความปลอดภัยก่อนเปิดใช้จริง
| แนวทาง | ค่าใช้จ่ายและเวลา | ระดับการควบคุม | ความเสี่ยงหรือภาระหลัก |
|---|---|---|---|
| สร้างทีมภายใน | ต้องลงทุนกับบุคลากร การพัฒนา และการดูแลระบบต่อเนื่อง | สูง เหมาะกับองค์กรที่ต้องการควบคุมสถาปัตยกรรมและความรู้ไว้เอง | ต้องรับผิดชอบการสรรหาทีม ความปลอดภัย และการบำรุงรักษาเอง |
| ใช้ Blockchain-as-a-Service | ช่วยลดภาระตั้งต้นด้านโครงสร้างพื้นฐาน และเริ่มทดลองได้ง่ายขึ้น | ขึ้นอยู่กับขอบเขตที่ผู้ให้บริการเปิดให้กำหนด | ต้องตรวจสอบเงื่อนไขบริการ การเชื่อมต่อระบบ และค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง |
| จ้างทีมพัฒนาภายนอก | เหมาะเมื่อต้องการทักษะเฉพาะทางหรือเร่งสร้างต้นแบบ | ควบคุมได้ตามสัญญา ขอบเขตงาน และการส่งมอบเอกสาร | ต้องระบุสิทธิ์ในโค้ด แผนส่งต่อระบบ และค่าดูแลหลังเปิดใช้งานให้ชัด |
ก่อนเริ่มโครงการ ต้องตอบให้ได้ว่าบล็อกเชนแก้ปัญหาธุรกิจอะไร
คำตอบสั้น ๆ คือ บล็อกเชนควรถูกเลือกเมื่อคุณค่าของมันชัดกว่าความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น บล็อกเชนเป็นบัญชีข้อมูลแบบกระจายศูนย์ที่บันทึกรายการตามลำดับ และออกแบบให้การแก้ไขข้อมูลย้อนหลังทำได้ยากตามกลไกของเครือข่าย จึงมีประโยชน์กับงานที่ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลร่วมกัน
ใช้เมื่อมีหลายฝ่าย ต้องการตรวจสอบย้อนหลัง และต้องลดการพึ่งพาฐานข้อมูลกลาง
เริ่มตรวจสอบจาก 3 คำถาม: มีหลายองค์กรหรือหลายบทบาทที่ต้องใช้ข้อมูลชุดเดียวกันหรือไม่, การตรวจสอบลำดับรายการย้อนหลังมีความสำคัญหรือไม่, และการให้หน่วยงานเดียวถือข้อมูลทั้งหมดสร้างข้อจำกัดหรือไม่ หากคำตอบส่วนใหญ่คือ “ใช่” การพัฒนาบล็อกเชนอาจเป็นทางเลือกที่ควรนำไปทำต้นแบบ
อย่างไรก็ตาม การมีหลายฝ่ายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องนิยามด้วยว่าใครมีสิทธิ์เขียนข้อมูล ใครมีสิทธิ์อ่าน และเมื่อเกิดข้อมูลไม่ตรงกันจะใช้กระบวนการใดตัดสินใจ
กรณีที่ฐานข้อมูลทั่วไปอาจตอบโจทย์กว่าและประหยัดกว่า
หากระบบมีผู้ดูแลข้อมูลที่ทุกฝ่ายยอมรับอยู่แล้ว ผู้ใช้มีไม่มาก หรือไม่จำเป็นต้องบันทึกการเปลี่ยนแปลงแบบตรวจสอบร่วมกัน ฐานข้อมูลทั่วไปอาจเป็นทางเลือกที่ตรงกว่า การใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนเกินโจทย์อาจเพิ่มต้นทุนซอฟต์แวร์ ภาระทีม และความเสี่ยงโดยไม่เพิ่มคุณค่าที่วัดได้
กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการตั้งแต่ก่อนทำต้นแบบ
ก่อนเริ่ม MVP ให้กำหนดสิ่งที่จะพิสูจน์ เช่น ความสามารถในการติดตามรายการระหว่างคู่ค้า ความถูกต้องของสิทธิ์ผู้ใช้งาน หรือความพร้อมของขั้นตอนอนุมัติ อย่าวัดเพียงว่า “ระบบทำงานได้” แต่ควรวัดว่า ระบบลดปัญหาทางธุรกิจที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ และทีมสามารถดูแลได้จริงหรือไม่
เปรียบเทียบรูปแบบระบบและต้นทุนที่ต้องคิดก่อนเลือก
การเลือกเครือข่ายเป็นการเลือกสมดุลระหว่างการเปิดเผยข้อมูล การควบคุมผู้เข้าร่วม ต้นทุน และประสิทธิภาพ ไม่มีรูปแบบใดเหมาะกับทุกธุรกิจ จึงควรเริ่มจากข้อมูลที่ต้องจัดการและระดับสิทธิ์ที่ต้องการ
เครือข่ายสาธารณะ เครือข่ายกำหนดสิทธิ์ และ Blockchain-as-a-Service
| รูปแบบ | ความเป็นส่วนตัวและผู้เข้าร่วม | ต้นทุนและการดำเนินงาน | เหมาะกับการพิจารณาเมื่อ |
|---|---|---|---|
| เครือข่ายสาธารณะ | เปิดกว้างกว่า การควบคุมผู้เข้าร่วมมีลักษณะตามกติกาของเครือข่าย | ค่าธรรมเนียมธุรกรรมอาจผันผวนตามความหนาแน่นของการใช้งานและรูปแบบเครือข่าย | ต้องการใช้กลไกของเครือข่ายสาธารณะและยอมรับข้อแลกเปลี่ยนด้านข้อมูลได้ |
| เครือข่ายกำหนดสิทธิ์ | กำหนดผู้เข้าร่วมและสิทธิ์เข้าถึงได้มากกว่า | ต้องวางแผนการดูแลโครงสร้างพื้นฐานและการกำกับสิทธิ์ | มีคู่ค้าหรือข้อมูลธุรกิจที่ต้องจำกัดการเข้าถึง |
| Blockchain-as-a-Service | ขึ้นกับการตั้งค่าและบริการที่เลือก | ลดภาระดูแลบางส่วน แต่ต้องประเมินค่าบริการและเงื่อนไขต่อเนื่อง | ต้องการทดสอบแนวคิดโดยไม่สร้างองค์ประกอบพื้นฐานทั้งหมดเอง |
สร้างทีมเอง จ้างบริษัทพัฒนา หรือใช้แพลตฟอร์มสำเร็จรูป: ต่างกันอย่างไร
การสร้างทีมเองเหมาะเมื่อบล็อกเชนเป็นความสามารถหลักที่องค์กรต้องสะสมระยะยาว การจ้างบริษัทพัฒนาบล็อกเชนเหมาะเมื่อทีมต้องการทักษะเฉพาะด้านหรือมีขอบเขตส่งมอบชัดเจน ส่วนแพลตฟอร์มสำเร็จรูปหรือ BaaS ช่วยให้เริ่มทดสอบได้โดยลดภาระตั้งค่าระบบบางส่วน
ไม่ว่าทางเลือกใด ควรถามให้ชัดว่าใครเป็นเจ้าของโค้ด เอกสารสถาปัตยกรรม กุญแจสำหรับผู้ดูแลระบบ และขั้นตอนส่งต่องาน หากคำตอบยังไม่ชัด การเปรียบเทียบต้นทุนการพัฒนาจะยังไม่ครบถ้วน
ต้นทุนเริ่มต้นและค่าใช้จ่ายต่อเนื่องที่ควรใส่ในงบประมาณ
งบโครงการไม่ควรมีเพียงค่าจ้างเขียนโค้ด ควรรวมการออกแบบระบบ การทดสอบสมาร์ตคอนแทรกต์ โครงสร้างพื้นฐาน การดูแล private key การตรวจสอบระบบ และการบำรุงรักษาในระยะต่อเนื่องด้วย สำหรับเครือข่ายสาธารณะ ให้พิจารณาค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่อาจเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อต้องขอใบเสนอราคา ให้ขอแยก ขอบเขตเริ่มต้น ค่าดำเนินงานรายเดือน งานด้านความปลอดภัย และงานเปลี่ยนแปลงในอนาคต ออกจากกัน เพื่อเปรียบเทียบผู้ให้บริการบนฐานเดียวกัน
วางสถาปัตยกรรมและขอบเขตผลิตภัณฑ์ให้เล็กพอสำหรับการพิสูจน์แนวคิด
ผลิตภัณฑ์บล็อกเชนที่เริ่มต้นได้ดีมักไม่พยายามย้ายทุกอย่างขึ้นเชนตั้งแต่วันแรก ควรเลือกกระบวนการเดียวที่มีความสำคัญ วัดผลได้ และมีผู้ใช้หรือคู่ค้าที่ยินดีทดสอบ
แยกข้อมูลที่ควรอยู่บนเชน ออกจากข้อมูลที่ควรเก็บนอกเชน
ให้แยกข้อมูลตามหน้าที่ ข้อมูลที่เกี่ยวกับการยืนยันลำดับรายการหรือเงื่อนไขร่วมกันอาจเหมาะกับการบันทึกบนเชน ขณะที่ข้อมูลที่ไม่จำเป็นต่อกลไกดังกล่าวอาจเก็บนอกเชนแล้วเชื่อมโยงตามสถาปัตยกรรมที่ออกแบบไว้ การตัดสินใจนี้ควรคำนึงถึงสิทธิ์เข้าถึง ขนาดข้อมูล และภาระการดำเนินงาน
ออกแบบกระเป๋าเงิน การยืนยันตัวตน และสิทธิ์ของผู้ใช้งาน
กระเป๋าเงินและคีย์ไม่ใช่รายละเอียดเล็ก ๆ แต่เป็นส่วนของประสบการณ์ผู้ใช้และความปลอดภัย ต้องกำหนดให้ชัดว่าใครถือคีย์ ใครอนุมัติรายการสำคัญ ใครมีสิทธิ์แก้การตั้งค่าระบบ และหากผู้รับผิดชอบไม่พร้อมใช้งานจะดำเนินการอย่างไร
อย่ารวมสิทธิ์สำคัญไว้ที่บุคคลหรือบัญชีเดียวโดยไม่มีแผนรองรับ การออกแบบสิทธิ์ควรสอดคล้องกับบทบาทงานจริง ไม่ใช่สะดวกเฉพาะตอนพัฒนา
กำหนด MVP และแผนทดสอบก่อนเปิดใช้งานจริง
MVP ควรมีขอบเขตจำกัด เช่น รองรับผู้ใช้กลุ่มหนึ่ง ขั้นตอนธุรกิจหนึ่ง หรือข้อมูลหลักเพียงชุดเดียว จากนั้นกำหนดกรณีทดสอบทั้งเส้นทางปกติ กรณีข้อมูลผิดพลาด กรณีสิทธิ์ไม่เพียงพอ และกรณีระบบเชื่อมต่อขัดข้อง การเปิดใช้จริงควรเกิดหลังทีมเข้าใจผลทดสอบและแผนรับมือเหตุผิดปกติแล้ว
ลดความเสี่ยงด้านสมาร์ตคอนแทรกต์ ความปลอดภัย และการปฏิบัติงาน
สมาร์ตคอนแทรกต์คือโปรแกรมที่ทำงานบนเครือข่ายบล็อกเชนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ความผิดพลาดในโปรแกรมอาจนำไปสู่ความเสียหายได้ ดังนั้นความปลอดภัยไม่ควรถูกเลื่อนออกไปเป็นงานช่วงท้าย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเขียนและอัปเกรดสมาร์ตคอนแทรกต์
ความเสี่ยงมักเริ่มจากการกำหนดเงื่อนไขไม่ครบ การให้สิทธิ์กว้างเกินจำเป็น หรือไม่มีแผนรองรับเมื่อจำเป็นต้องแก้ไขระบบ หากออกแบบให้มีการอัปเกรดหรือปรับเปลี่ยน ควรระบุขั้นตอนอนุมัติ ผู้มีสิทธิ์ดำเนินการ และผลกระทบต่อผู้ใช้ไว้ก่อน ไม่ควรถือว่าการแก้ไขหลังเปิดระบบเป็นเรื่องง่าย
การจัดการ private key สิทธิ์ผู้ดูแล และแผนรับมือเหตุผิดปกติ
จัดทำรายการสินทรัพย์ดิจิทัลและคีย์ที่สำคัญ ระบุผู้รับผิดชอบ และกำหนดสิทธิ์ผู้ดูแลตามความจำเป็น ควรมีขั้นตอนเมื่อพบธุรกรรมผิดปกติ คีย์สูญหาย หรือผู้ดูแลไม่สามารถปฏิบัติงานได้ แผนดังกล่าวควรถูกทดสอบและเข้าใจร่วมกัน ไม่ใช่เก็บไว้เพียงในเอกสาร

เหตุใดการตรวจสอบโค้ดและการทดสอบบนเครือข่ายทดสอบจึงสำคัญ
การทดสอบช่วยให้ทีมเห็นพฤติกรรมของระบบก่อนรับความเสี่ยงจากการใช้งานจริง ส่วนการตรวจสอบโค้ดและความปลอดภัยช่วยค้นหาจุดที่อาจส่งผลต่อเงื่อนไขธุรกรรม สิทธิ์ และการเชื่อมต่อกับองค์ประกอบอื่น ควรใส่รายการเหล่านี้ไว้ในขอบเขตงานของทีมพัฒนาหรือผู้ให้บริการตั้งแต่ต้น
เลือกแนวทางตามสถานการณ์ของธุรกิจ
สตาร์ตอัปที่ต้องการทดสอบตลาดอย่างรวดเร็ว
เริ่มจากโจทย์ที่เล็กและตรวจสอบผลได้เร็ว ใช้แนวทางที่ลดภาระโครงสร้างพื้นฐานในช่วงพิสูจน์แนวคิดได้ แต่ยังต้องกำหนดความเป็นเจ้าของข้อมูล คีย์ และโค้ดให้ชัดเจน การตัดสินใจลงทุนเต็มรูปแบบควรมาหลังจากเห็นว่าผู้ใช้หรือคู่ค้ายอมรับกระบวนการใหม่
ธุรกิจที่มีข้อมูลคู่ค้าและต้องการกำหนดสิทธิ์เข้าถึง
ให้พิจารณาเครือข่ายแบบกำหนดสิทธิ์หรือสถาปัตยกรรมที่ควบคุมผู้เข้าร่วมได้ จุดสำคัญไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือข้อตกลงด้านบทบาท สิทธิ์การอ่านและเขียนข้อมูล รวมถึงผู้ที่รับผิดชอบการดำเนินงานของเครือข่าย
ทีมที่ต้องการออกสินทรัพย์ดิจิทัลหรือเชื่อมต่อระบบเดิม
ต้องประเมินเพิ่มเติมว่าระบบเดิมจะเชื่อมต่ออย่างไร ข้อมูลใดควรแลกเปลี่ยน และใครรับผิดชอบเมื่อข้อมูลระหว่างระบบไม่ตรงกัน หากเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล ควรตรวจสอบข้อกำหนดด้านกฎหมาย ภาษี การคุ้มครองข้อมูล และข้อกำหนดในพื้นที่ดำเนินธุรกิจให้เหมาะกับกรณีใช้งาน
เกณฑ์เลือกผู้ให้บริการและสรุปเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
ผู้ให้บริการที่เหมาะสมไม่ใช่เพียงทีมที่เสนอเทคโนโลยีได้มากที่สุด แต่ต้องอธิบายขอบเขต ความปลอดภัย การส่งมอบ และภาระหลังเปิดระบบได้ชัดเจน
เช็กลิสต์เปรียบเทียบใบเสนอราคา
ตรวจสอบว่าใบเสนอราคามี ขอบเขตงานที่วัดได้ หรือไม่, รวมการทดสอบและตรวจสอบความปลอดภัยหรือไม่, ระบุเอกสารและสิทธิ์ในโค้ดที่จะส่งมอบหรือไม่, อธิบายค่าดูแลรายเดือนหรือค่าใช้จ่ายต่อเนื่องหรือไม่, และมีเงื่อนไขสำหรับการเปลี่ยนแปลงงานอย่างไร
คำถามที่ควรถามทีมพัฒนาหรือผู้ให้บริการคลาวด์ก่อนเซ็นสัญญา
ถามว่าโครงสร้างระบบใดอยู่ในความรับผิดชอบของใคร, คีย์สำคัญถูกจัดการอย่างไร, ขั้นตอนทดสอบและตรวจสอบสมาร์ตคอนแทรกต์เป็นแบบใด, เมื่อระบบขัดข้องมีขั้นตอนตอบสนองอย่างไร และหลังส่งมอบใครจะดูแลการบำรุงรักษา คำตอบเหล่านี้ช่วยให้เห็นต้นทุนจริงมากกว่าการดูเฉพาะราคาตั้งต้น
สรุปเส้นทางเลือก: สร้างเอง ใช้บริการ หรือจ้างพัฒนา
สร้างเองเมื่อองค์กรต้องการสะสมความสามารถภายในและพร้อมรับภาระดูแล ใช้บริการเมื่อเป้าหมายคือทดสอบหรือช่วยลดงานโครงสร้างพื้นฐานบางส่วน และจ้างพัฒนาเมื่อมีขอบเขตชัดแต่ขาดทักษะเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเลือกทางใด ให้เริ่มจากปัญหาที่พิสูจน์ได้ วางงบต่อเนื่อง และกำหนดผู้รับผิดชอบความปลอดภัยตั้งแต่ต้น
เกณฑ์เลือกและสรุปเปรียบเทียบ
ก่อนตัดสินใจ ให้ตรวจสอบ 5 เรื่อง: ปัญหาธุรกิจต้องใช้บล็อกเชนจริงหรือไม่, รูปแบบเครือข่ายสอดคล้องกับระดับความเป็นส่วนตัวหรือไม่, ใครดูแลคีย์และสิทธิ์ผู้ดูแล, งบประมาณรวมค่าใช้จ่ายต่อเนื่องแล้วหรือไม่, และผู้ให้บริการส่งมอบโค้ด เอกสาร และแผนดูแลหลังเปิดใช้หรือไม่
ใช้รายการนี้ประกอบการขอขอบเขตงานและใบเสนอราคาจากผู้ให้บริการ โดยตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขอย่างเป็นทางการในหน้าบริการของแต่ละรายก่อนเลือก
สรุปท้ายบทความ
กลยุทธ์พัฒนาบล็อกเชนที่ดีเริ่มจากการตัดสินใจว่าเทคโนโลยีนี้สร้างคุณค่าให้กระบวนการธุรกิจตรงไหน ไม่ใช่เริ่มจากแพลตฟอร์มที่กำลังเป็นที่สนใจ การทำ MVP ที่ขอบเขตเล็กช่วยให้ทีมเห็นต้นทุน ภาระดูแล และความต้องการของผู้ใช้ได้เร็วขึ้น
จากนั้นจึงเลือกว่าจะสร้างเอง ใช้ BaaS หรือจ้างทีมพัฒนา โดยเทียบต้นทุนและความรับผิดชอบตลอดวงจรของระบบ ความปลอดภัยของสมาร์ตคอนแทรกต์และการจัดการคีย์ควรถูกวางไว้ในแผนตั้งแต่วันแรก
ข้อมูลที่ควรรู้เพิ่มเติม
1. ค่าธรรมเนียมธุรกรรมบนเครือข่ายสาธารณะอาจเปลี่ยนแปลงตามการใช้งานของเครือข่าย
2. การควบคุมสิทธิ์ผู้เข้าร่วมเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกระหว่างเครือข่ายสาธารณะและเครือข่ายกำหนดสิทธิ์
3. ค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน การดูแลคีย์ และการบำรุงรักษาเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนระบบ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายรอง
4. การทดสอบบนเครือข่ายทดสอบและการตรวจสอบโค้ดช่วยลดความเสี่ยงก่อนเปิดใช้งานจริง
ข้อควรตรวจสอบสำคัญ
งบประมาณจริง ระยะเวลา จำนวนบุคลากร และสถาปัตยกรรมที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับขอบเขตผลิตภัณฑ์ เครือข่าย ปริมาณธุรกรรม และระดับความปลอดภัยที่ต้องการ ไม่มีแพลตฟอร์มบล็อกเชนใดเหมาะกับทุกธุรกิจ หากโครงการเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล ภาษี กฎหมาย หรือการออกสินทรัพย์ดิจิทัล ควรตรวจสอบข้อกำหนดที่ใช้กับกรณีและพื้นที่ดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะ
คำถามที่พบบ่อย
Q1. ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้บล็อกเชนหรือใช้ฐานข้อมูลทั่วไปจะคุ้มค่ากว่า?
A1. ธุรกิจขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องใช้บล็อกเชนเสมอไป หากมีผู้ดูแลข้อมูลกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับ และไม่ต้องการตรวจสอบรายการร่วมกันอย่างเข้มข้น ฐานข้อมูลทั่วไปอาจคุ้มค่าและดูแลง่ายกว่า ควรเลือกบล็อกเชนเมื่อคุณค่าจากการมีหลายฝ่าย การตรวจสอบย้อนหลัง และการลดการพึ่งพาจุดกลางชัดเจน
Q2. งบพัฒนาระบบบล็อกเชนควรคิดค่าใช้จ่ายส่วนใดบ้างนอกเหนือจากค่าจ้างเขียนโค้ด?
A2. ควรรวมค่าออกแบบระบบ โครงสร้างพื้นฐาน การทดสอบ การตรวจสอบความปลอดภัย การดูแล private key การตรวจสอบระบบ และค่าบำรุงรักษาต่อเนื่อง สำหรับเครือข่ายสาธารณะควรพิจารณาค่าธรรมเนียมธุรกรรมที่อาจผันผวนด้วย
Q3. ควรจ้างบริษัทพัฒนาบล็อกเชนหรือสร้างทีมภายในเมื่อใด?
A3. การสร้างทีมภายในเหมาะเมื่อองค์กรต้องการสะสมความรู้และควบคุมระบบระยะยาว ส่วนการจ้างบริษัทพัฒนาเหมาะเมื่อมีขอบเขตงานชัดเจนและต้องการทักษะเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเลือกแบบใด ควรกำหนดสิทธิ์ในโค้ด เอกสาร การส่งมอบ และความรับผิดชอบด้านการดูแลหลังเปิดใช้งานให้ชัดเจนก่อนเริ่มงาน





