เปิดโลกบล็อกเชน: ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะปลอดภัยยิ่งกว่าที่เคย

เปิดโลกบล็อกเชน: ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะปลอดภัยยิ่งกว่าที่เคย

webmaster

블록체인 기반의 개인정보 보호 방안 - **Prompt 1: Data Security Shield**
    "A young adult, gender-neutral, wearing a trendy yet modest o...

ในยุคดิจิทัลที่เราใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ข้อมูลส่วนตัวของเรากลายเป็นสิ่งมีค่าที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเลยใช่ไหมคะ? ทั้งการช้อปปิ้งออนไลน์, โอนเงินผ่านแอป หรือแม้แต่การสมัครบริการต่างๆ เราก็ต้องกรอกข้อมูลสำคัญๆ ไปเยอะมาก ซึ่งบางทีก็แอบกังวลว่าข้อมูลเหล่านั้นจะปลอดภัยแค่ไหน จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือรั่วไหลไปถึงมือมิจฉาชีพเหมือนที่เคยเป็นข่าวใหญ่ในไทยหลายครั้งหรือเปล่านะ?

ฉันเองก็เคยเจอเหตุการณ์ที่ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวเยอะแยะไปหมด แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า “ข้อมูลของเราจะไปอยู่ที่ไหนบ้างนะ?”แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ! วันนี้ฉันมีเรื่องน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่จะมาช่วยไขข้อข้องใจและเสริมเกราะป้องกันให้ข้อมูลของเราแข็งแกร่งขึ้น นั่นคือ “บล็อกเชน” นั่นเองค่ะ หลายคนอาจจะคุ้นหูกับคำนี้จากเรื่องคริปโทเคอร์เรนซี แต่จริงๆ แล้วบล็อกเชนมีศักยภาพมากกว่านั้นเยอะเลย โดยเฉพาะในเรื่องของการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ด้วยคุณสมบัติเด่นอย่างการเข้ารหัส, การกระจายศูนย์ และความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ ทำให้ข้อมูลที่ถูกบันทึกบนบล็อกเชนแก้ไขหรือปลอมแปลงได้ยากมากๆ แถมยังช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตัวกลางเพียงจุดเดียวอีกด้วยนี่แหละคือคำตอบที่เรากำลังมองหาในโลกที่เต็มไปด้วยภัยคุกคามไซเบอร์และเรื่อง PDPA ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในบ้านเรา!

เตรียมตัวให้พร้อมนะคะ เพราะฉันจะพาไปเจาะลึกว่าบล็อกเชนจะเข้ามาพลิกโฉมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเราได้อย่างไรบ้าง และทำไมมันถึงเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เราควรรู้จักไว้ มาดูกันว่าบล็อกเชนจะทำให้ชีวิตดิจิทัลของเราปลอดภัยและไร้กังวลได้จริงหรือเปล่า?

เรามาเรียนรู้ไปพร้อมกันในบทความนี้เลยค่ะ!

ทำไมข้อมูลส่วนตัวของเราถึงไม่ปลอดภัยในโลกยุคใหม่นี้?

블록체인 기반의 개인정보 보호 방안 - **Prompt 1: Data Security Shield**
    "A young adult, gender-neutral, wearing a trendy yet modest o...

ภัยเงียบจากโลกออนไลน์ที่คอยจ้องจะเข้ามา

ทุกคนคงเคยได้ยินข่าวข้อมูลรั่วไหล หรือมิจฉาชีพที่โทรมาหลอกให้เราโอนเงินใช่ไหมคะ? บางทีฉันก็แอบคิดนะว่าทำไมเราถึงตกเป็นเป้าหมายได้ง่ายขนาดนี้ ทั้งที่เราก็พยายามระวังตัวกันอย่างดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะสมัครบริการออนไลน์, ซื้อของผ่านแอปพลิเคชัน หรือแม้แต่การกรอกข้อมูลเพื่อรับสิทธิพิเศษต่างๆ เราก็ต้องให้ข้อมูลส่วนตัวไปมากมาย ไม่ว่าจะเป็นชื่อ, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล หรือแม้กระทั่งเลขบัตรประชาชน สิ่งเหล่านี้แหละค่ะที่เป็นเหมือนขุมทรัพย์อันล้ำค่าของเหล่ามิจฉาชีพ ซึ่งพร้อมจะนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือเอาไปขายต่อให้กับผู้ไม่หวังดี พอคิดแบบนี้แล้วก็รู้สึกหวั่นใจจริงๆ ว่าข้อมูลของเราที่ให้ไปแต่ละครั้งจะไปตกอยู่ในมือใครบ้าง แล้วเขาจะเอาไปทำอะไรได้บ้างนะ ยิ่งในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกันหมดแบบนี้ การเก็บข้อมูลไว้ที่ส่วนกลางจุดเดียวก็ยิ่งเสี่ยงต่อการถูกโจมตี หรือการที่พนักงานบางคนนำข้อมูลเราไปใช้ในทางที่ผิดเองก็เป็นไปได้หมดเลยค่ะ เราในฐานะผู้ใช้งานก็เลยต้องรับความเสี่ยงตรงนี้ไปเต็มๆ เลยใช่ไหมล่ะ?

ฉันเองก็เคยเจอกับเหตุการณ์ที่รู้สึกว่าข้อมูลส่วนตัวถูกนำไปใช้โดยที่เราไม่ได้อนุญาต พอสอบถามไปก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน ทำให้ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจเลยค่ะ ว่าแล้วก็อยากให้มีอะไรมาช่วยรับประกันความปลอดภัยให้เราได้มากกว่านี้จริงๆ นะ

กฎหมาย PDPA ช่วยได้จริงหรือ?

เมื่อพูดถึงการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล เราก็ต้องนึกถึง PDPA หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยใช่ไหมคะ? ตั้งแต่มีกฎหมายนี้ออกมา หลายคนก็มีความหวังว่าข้อมูลของเราจะปลอดภัยมากขึ้น และองค์กรต่างๆ ก็จะให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาข้อมูลของเราอย่างเข้มงวดมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้จะมีกฎหมายนี้บังคับใช้ ก็ยังมีข่าวข้อมูลรั่วไหลออกมาให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ เลยค่ะ ซึ่งบางครั้งก็เป็นข่าวใหญ่โตจนทำให้เรายิ่งกังวล เพราะต่อให้มีบทลงโทษรุนแรงแค่ไหน ถ้าข้อมูลหลุดออกไปแล้วก็ยากที่จะเรียกคืนความปลอดภัยกลับมาได้เหมือนเดิม ส่วนตัวฉันก็เคยเห็นบางบริษัทที่เก็บข้อมูลของเราไว้แบบไม่ค่อยปลอดภัยเท่าที่ควรนะ บางทีก็เก็บแบบกระจัดกระจาย หรือระบบป้องกันก็ดูไม่แน่นหนาเท่าที่ควร ยิ่งพอมีข่าวแฮกเกอร์โจมตีเว็บไซต์หรือฐานข้อมูลใหญ่ๆ ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่ากฎหมายเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอที่จะปกป้องเราจากภัยคุกคามที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ได้ เราคงต้องมองหาเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของเราให้มากกว่านี้แล้วล่ะค่ะ เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัลได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าวันไหนข้อมูลของเราจะหลุดอีกแล้วนะ

บล็อกเชนคืออะไร? ทำความเข้าใจกับเทคโนโลยีที่จะมาช่วยปกป้องเรา

ทำความรู้จักกับ “ห่วงโซ่ข้อมูล” ที่ไม่มีใครแก้ไขได้

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า “บล็อกเชน” จากเรื่องราวของคริปโทเคอร์เรนซีอย่างบิตคอยน์ใช่ไหมคะ? แต่จริงๆ แล้วบล็อกเชนมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นเยอะเลยค่ะ ลองจินตนาการดูนะคะว่ามันคือสมุดบัญชีขนาดใหญ่ ที่ไม่ได้อยู่แค่เล่มเดียวบนโต๊ะใครสักคน แต่เป็นสมุดบัญชีที่สำเนาไปอยู่กับคอมพิวเตอร์นับพันนับหมื่นเครื่องทั่วโลกพร้อมๆ กัน และข้อมูลทุกอย่างที่ถูกบันทึกในสมุดบัญชีนี้จะถูกจัดเรียงเป็น “บล็อก” แล้วนำมาเชื่อมต่อกันเป็น “ห่วงโซ่” ยาวๆ ซึ่งแต่ละบล็อกก็จะมีการเข้ารหัสที่ซับซ้อนมากๆ ทำให้ยากต่อการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง พอข้อมูลถูกบันทึกไปแล้วก็จะไม่มีใครสามารถย้อนกลับไปแก้ไขมันได้อีกเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ลองคิดดูสิคะว่ามันเจ๋งขนาดไหนที่เรามีระบบที่รับประกันความถูกต้องของข้อมูลได้ถึงขนาดนี้ ฉันเองที่เคยสงสัยว่าข้อมูลที่เรากรอกไปจะถูกแก้ไขได้ไหม ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นเยอะเลยเมื่อได้ศึกษาบล็อกเชนอย่างจริงจัง ทำให้เข้าใจเลยว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของเงินดิจิทัล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทรงพลังมากจริงๆ นะ

Advertisement

ไม่ใช่แค่สมุดบัญชี แต่เป็นระบบที่ “ไร้ตัวกลาง” และ “โปร่งใส”

สิ่งที่ทำให้บล็อกเชนโดดเด่นและแตกต่างจากระบบฐานข้อมูลแบบเดิมๆ ก็คือคุณสมบัติ “การกระจายศูนย์” และ “ความโปร่งใส” นี่แหละค่ะ ลองนึกภาพดูนะคะว่าในระบบฐานข้อมูลแบบเดิม เราจะมีตัวกลางหรือเซิร์ฟเวอร์หลักเพียงจุดเดียวที่เก็บข้อมูลทั้งหมด ซึ่งหากตัวกลางนี้ถูกโจมตีหรือเกิดความผิดพลาด ข้อมูลทั้งหมดก็อาจเสียหายหรือรั่วไหลได้ง่ายๆ เลย แต่กับบล็อกเชน ข้อมูลไม่ได้ถูกเก็บไว้ที่ส่วนกลางเพียงจุดเดียว แต่กระจายอยู่บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์จำนวนมากทั่วโลก ทำให้ยากต่อการโจมตีหรือควบคุมจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และถึงแม้จะมีคอมพิวเตอร์บางเครื่องถูกโจมตี ก็ยังมีเครื่องอื่นๆ อีกมากมายที่เก็บสำเนาข้อมูลที่ถูกต้องไว้ ทำให้ข้อมูลของเรายังคงปลอดภัย นอกจากนี้ ความโปร่งใสของบล็อกเชนยังหมายความว่าทุกๆ การทำธุรกรรมหรือการบันทึกข้อมูลจะสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้โดยทุกคนในเครือข่าย ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและลดโอกาสในการทุจริตได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ ฉันมองว่านี่แหละคือจุดแข็งที่จะเข้ามาเปลี่ยนเกมการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของเราไปตลอดกาลเลยนะ

หัวใจสำคัญของการป้องกันข้อมูล: การกระจายอำนาจของบล็อกเชน

ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาจุดเดียว

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่าการกระจายศูนย์ (Decentralization) คือหัวใจสำคัญของบล็อกเชนที่เข้ามาช่วยเสริมความปลอดภัยให้กับข้อมูลส่วนตัวของเราได้อย่างน่าทึ่ง ลองจินตนาการดูนะคะว่าระบบการเก็บข้อมูลแบบเดิมๆ ก็เหมือนกับการที่เราเก็บของมีค่าทุกชิ้นไว้ในตู้นิรภัยใบเดียวที่ธนาคาร ซึ่งแน่นอนว่ามันก็ปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเกิดตู้นิรภัยนั้นถูกโจมตีหรือเกิดภัยธรรมชาติขึ้นมา ของมีค่าทั้งหมดของเราก็อาจจะเสียหายได้ทันที แต่บล็อกเชนแตกต่างออกไปค่ะ มันเหมือนกับการที่เราแบ่งของมีค่าของเราออกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปฝากไว้กับธนาคารหลายๆ แห่งทั่วโลก แถมยังมีการบันทึกรายการฝากถอนอย่างละเอียดและสำเนาข้อมูลนั้นไว้ที่ธนาคารทุกแห่งพร้อมกันด้วย ทำให้ต่อให้มีธนาคารบางแห่งถูกโจมตีหรือเสียหาย ข้อมูลของเราก็ยังคงปลอดภัยอยู่ที่ธนาคารอื่นๆ อีกมากมาย นี่แหละคือแนวคิดของการกระจายศูนย์ที่ทำให้ข้อมูลของเราไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง ทำให้ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลของเราได้โดยพลการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันรู้สึกว่าตอบโจทย์ความกังวลเรื่องการถูกควบคุมข้อมูลของเราได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ

ใครๆ ก็ตรวจสอบได้ เพิ่มความน่าเชื่อถือ

เมื่อข้อมูลถูกกระจายอยู่บนเครือข่ายและไม่มีตัวกลางควบคุมเบ็ดเสร็จ สิ่งที่ตามมาคือความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ค่ะ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่น่าสนใจมากๆ ของบล็อกเชน ลองนึกถึงสถานการณ์ที่เรากรอกข้อมูลส่วนตัวไปให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง แล้วเราก็สงสัยว่าข้อมูลของเราถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องตามที่เราอนุญาตไว้หรือไม่ ในระบบแบบเดิมๆ เราแทบจะไม่มีทางรู้เลยใช่ไหมคะ?

เราทำได้แค่เพียงเชื่อใจบริษัทนั้นๆ เท่านั้น แต่กับบล็อกเชน ทุกๆ การทำธุรกรรมหรือการบันทึกข้อมูลจะถูกประทับเวลาและบันทึกไว้ในบล็อกที่เชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ ซึ่งทุกคนในเครือข่ายสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ (แต่จะมองเห็นแค่รหัสที่เข้ารหัสไว้ ไม่ใช่ข้อมูลจริงของเรานะคะ) ทำให้เกิดความโปร่งใสที่ลดโอกาสในการทุจริตหรือการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดได้เป็นอย่างดี ฉันรู้สึกว่าการที่เรามีสิทธิ์ที่จะตรวจสอบเส้นทางของข้อมูลของเราได้แบบนี้ มันช่วยสร้างความมั่นใจและความเชื่อใจในการใช้บริการต่างๆ บนโลกออนไลน์ได้มากขึ้นเยอะเลยค่ะ และนี่แหละคือพลังของการกระจายอำนาจที่แท้จริง

เมื่อข้อมูลถูกบันทึกแล้ว… ไม่มีใครแก้ไขได้! คุณสมบัติสุดว้าวของบล็อกเชน

Advertisement

ความไม่เปลี่ยนรูป: เกราะป้องกันข้อมูลชั้นเยี่ยม

หนึ่งในคุณสมบัติที่ทำให้ฉันรู้สึกทึ่งกับบล็อกเชนมากที่สุดคือ “ความไม่เปลี่ยนรูป” หรือ Immutability นี่แหละค่ะ ลองนึกภาพดูนะคะว่าเมื่อเราส่งข้อมูลอะไรบางอย่างเข้าไปในระบบบล็อกเชน ข้อมูลนั้นจะถูกเข้ารหัสและบันทึกลงในบล็อก ซึ่งบล็อกนั้นจะถูกเชื่อมต่อกับบล็อกก่อนหน้าและบล็อกถัดไปโดยใช้การเข้ารหัสที่ซับซ้อน ทำให้เกิดเป็นห่วงโซ่ข้อมูลที่ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ง่ายๆ เลยค่ะ พูดง่ายๆ คือเมื่อข้อมูลถูกเขียนลงไปแล้ว มันก็จะถูกเก็บรักษาไว้แบบนั้นตลอดไป ไม่มีใคร ไม่ว่าจะเป็นแฮกเกอร์ หรือแม้แต่เจ้าของระบบเอง ก็ไม่สามารถย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือลบข้อมูลนั้นได้เลยค่ะ นี่มันเหมือนกับการที่เราเซ็นชื่อลงบนเอกสารสำคัญ แล้วเอกสารนั้นก็ถูกประทับตราและเก็บรักษาไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีใครมาปลอมแปลงหรือฉีกทิ้งได้เลย ทำให้ข้อมูลของเรามีความถูกต้องและเชื่อถือได้ในระยะยาว ฉันรู้สึกว่านี่คือคุณสมบัติที่สำคัญมากๆ ในยุคที่เราต้องเจอกับข่าวข้อมูลปลอมและข่าวบิดเบือนอยู่บ่อยๆ เลยนะ

บันทึกประวัติการเปลี่ยนแปลงที่ตรวจสอบได้

นอกจากความไม่เปลี่ยนรูปแล้ว บล็อกเชนยังมีความสามารถในการบันทึกประวัติการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดอย่างละเอียดและโปร่งใสอีกด้วยค่ะ แม้ว่าข้อมูลที่บันทึกไปแล้วจะแก้ไขไม่ได้ แต่หากมีการอัปเดตหรือเพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไป ระบบก็จะสร้างบล็อกใหม่เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ และเชื่อมโยงกับบล็อกก่อนหน้า ทำให้เราสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าข้อมูลแต่ละส่วนมีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้าง ใครเป็นผู้เปลี่ยนแปลง และเมื่อไหร่ ซึ่งสิ่งนี้เองที่ช่วยให้เกิดความน่าเชื่อถือและความรับผิดชอบในระบบได้อย่างแท้จริง ลองนึกถึงสถานการณ์ที่เราเคยต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อสมัครบริการอะไรบางอย่าง แล้ววันดีคืนดีข้อมูลเรากลับไม่ตรงกับที่เราเคยให้ไว้ในตอนแรก ในระบบบล็อกเชน เราจะสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าข้อมูลของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปเมื่อไหร่และโดยใคร ซึ่งช่วยให้เราสามารถปกป้องสิทธิ์ของตัวเองได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ ฉันมองว่านี่คือมิติใหม่ของการรักษาความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของข้อมูลเลยนะ

มากกว่าแค่คริปโทฯ: บล็อกเชนกับการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

블록체인 기반의 개인정보 보호 방안 - **Prompt 2: Decentralized Network of Trust**
    "An expansive, almost cosmic digital network vista,...

ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลที่ปลอดภัยไร้กังวล

หลายคนอาจจะคิดว่าบล็อกเชนเป็นเรื่องไกลตัว มีแค่ในวงการคริปโทฯ เท่านั้นใช่ไหมคะ? แต่จริงๆ แล้วบล็อกเชนกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเรื่อยๆ เลยค่ะ โดยเฉพาะในเรื่องของการยืนยันตัวตนดิจิทัล ลองคิดดูสิคะว่าทุกวันนี้เราต้องยืนยันตัวตนบ่อยแค่ไหน ไม่ว่าจะล็อกอินเข้าแอปธนาคาร, สมัครบริการออนไลน์ หรือแม้แต่การลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ซึ่งแต่ละครั้งเราก็ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวซ้ำๆ หรือใช้รหัสผ่านที่ซับซ้อนจนจำแทบไม่ได้ บล็อกเชนสามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการสร้างระบบยืนยันตัวตนแบบกระจายศูนย์ ทำให้เราเป็นเจ้าของข้อมูลตัวตนของเราเองอย่างแท้จริง และสามารถเลือกได้ว่าจะเปิดเผยข้อมูลอะไรให้กับใคร เมื่อไหร่ ทำให้เราควบคุมข้อมูลส่วนตัวของเราได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางใดๆ อีกต่อไป แถมยังลดความเสี่ยงจากการที่ข้อมูลตัวตนของเราจะถูกขโมยไปใช้อีกด้วยค่ะ ส่วนตัวฉันเองก็รู้สึกว่าระบบแบบนี้จะทำให้การใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ของเราสะดวกและปลอดภัยขึ้นมากเลยนะ

ธุรกรรมการเงินที่รวดเร็ว ปลอดภัย และโปร่งใส

แน่นอนว่าบล็อกเชนเริ่มต้นมาจากวงการการเงิน แต่การใช้งานของมันไม่ได้จำกัดแค่คริปโทเคอร์เรนซีอย่างเดียวค่ะ ลองนึกถึงการโอนเงินระหว่างประเทศที่บางครั้งต้องใช้เวลานานและมีค่าธรรมเนียมสูง หรือการทำธุรกรรมที่ไม่โปร่งใสทำให้เกิดการทุจริตได้ง่าย บล็อกเชนสามารถเข้ามาช่วยให้การทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ทั้งการโอนเงิน, การชำระเงิน หรือแม้แต่การขอสินเชื่อ เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และโปร่งใสมากขึ้น เพราะทุกธุรกรรมจะถูกบันทึกลงบนบล็อกเชนและสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ทำให้ลดโอกาสในการเกิดข้อผิดพลาดหรือการทุจริตลงได้อย่างมาก แถมยังช่วยลดบทบาทของตัวกลาง ทำให้ค่าธรรมเนียมถูกลงและเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้นด้วยค่ะ สำหรับฉันแล้ว การที่บล็อกเชนเข้ามาช่วยเพิ่มความมั่นใจในการทำธุรกรรมทางการเงินแบบนี้ มันทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลย ไม่ต้องกังวลว่าเงินที่เราโอนไปจะถึงมือผู้รับหรือไม่ หรือจะมีใครมาโกงเราได้หรือเปล่า และนี่คือตารางเปรียบเทียบง่ายๆ ที่จะทำให้เห็นภาพชัดขึ้นค่ะ

คุณสมบัติ ระบบฐานข้อมูลแบบรวมศูนย์ (Traditional) บล็อกเชน (Blockchain)
การควบคุมข้อมูล ควบคุมโดยตัวกลาง (บริษัท/องค์กร) กระจายอำนาจ ผู้ใช้เป็นเจ้าของข้อมูล
ความปลอดภัย เสี่ยงต่อการถูกโจมตีจุดเดียว ข้อมูลรั่วไหลได้ง่าย เข้ารหัสขั้นสูง กระจายศูนย์ แก้ไขยากมาก
ความโปร่งใส ต่ำ ตรวจสอบได้ยาก สูง ตรวจสอบย้อนหลังได้
ความน่าเชื่อถือ ขึ้นอยู่กับตัวกลาง สร้างความเชื่อมั่นผ่านกลไกเครือข่าย
ค่าใช้จ่าย สูงในการบำรุงรักษาตัวกลาง อาจมีค่าธรรมเนียมเครือข่าย แต่ลดต้นทุนตัวกลาง

เทียบกันชัดๆ: ทำไมบล็อกเชนถึงดีกว่าวิธีเดิมๆ ที่เราเคยใช้?

Advertisement

เหนือกว่าด้วยการเข้ารหัสและความปลอดภัยที่แน่นหนา

ถ้าเราลองเปรียบเทียบการปกป้องข้อมูลด้วยบล็อกเชนกับวิธีการแบบเดิมๆ ที่เราคุ้นเคยกันมาตลอด จะเห็นได้ชัดเลยว่าบล็อกเชนมีข้อดีที่โดดเด่นกว่าหลายเท่าตัวเลยค่ะ ลองนึกถึงการเข้ารหัสข้อมูลที่บล็อกเชนใช้ดูสิคะ มันไม่ใช่แค่การใส่รหัสผ่านธรรมดาๆ แต่เป็นการเข้ารหัสที่ซับซ้อนระดับคณิตศาสตร์ที่ทำให้ข้อมูลของเราปลอดภัยมากๆ จนแทบไม่มีทางที่ใครจะสามารถถอดรหัสออกมาได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยโครงสร้างแบบกระจายศูนย์ที่ข้อมูลไม่ได้อยู่แค่ที่เซิร์ฟเวอร์ใดเซิร์ฟเวอร์หนึ่ง แต่กระจายอยู่บนคอมพิวเตอร์หลายพันเครื่องทั่วโลก ทำให้การโจมตีจากแฮกเกอร์ทำได้ยากขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะต่อให้โจมตีคอมพิวเตอร์ได้หลายเครื่อง แต่ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลในภาพรวมได้ หากข้อมูลถูกบันทึกในบล็อกเชนแล้วมันจะถูกประทับเวลาและลายเซ็นดิจิทัล ทำให้ทุกคนในเครือข่ายสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ตลอดเวลา ซึ่งแตกต่างจากระบบแบบเก่าที่มักจะมีจุดอ่อนที่ตัวกลางหรือเซิร์ฟเวอร์หลักเพียงจุดเดียวที่พร้อมจะถูกโจมตีได้ทุกเมื่อ ฉันเองรู้สึกว่าถ้ามีระบบที่ปลอดภัยและป้องกันการแฮกได้ดีขนาดนี้ เราคงจะนอนหลับฝันดีมากขึ้นเยอะเลยนะคะ

ความเชื่อมั่นที่ไม่ต้องพึ่งใคร

อีกหนึ่งข้อได้เปรียบที่สำคัญของบล็อกเชนคือการสร้างความเชื่อมั่นที่ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางค่ะ ในโลกแบบเดิมๆ เราต้องฝากความเชื่อใจไว้กับบริษัทหรือองค์กรต่างๆ ว่าพวกเขาจะเก็บรักษาข้อมูลของเราอย่างดีที่สุด ไม่นำไปใช้ในทางที่ผิด หรือไม่ปล่อยให้รั่วไหล ซึ่งบางครั้งความเชื่อใจนี้ก็ถูกสั่นคลอนได้ง่ายๆ จากข่าวข้อมูลรั่วไหลหรือการทุจริตต่างๆ แต่กับบล็อกเชน ระบบถูกออกแบบมาให้ทำงานบนพื้นฐานของความเชื่อมั่นในตัวเทคโนโลยีเอง (Trustless system) ไม่ใช่ความเชื่อมั่นในตัวบุคคลหรือองค์กร เพราะทุกอย่างถูกบันทึกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่มีใครสามารถแก้ไขย้อนหลังได้ ทำให้เราในฐานะผู้ใช้งานมีอำนาจในการควบคุมข้อมูลของเราได้มากขึ้น และไม่ต้องมานั่งกังวลว่าใครจะมาแอบดูข้อมูลของเรา หรือนำไปใช้ในทางที่ผิดอีกต่อไปแล้วค่ะ การที่เราเป็นเจ้าของข้อมูลของเราเองอย่างแท้จริงนี่แหละคือสิ่งที่ฉันรู้สึกว่าเป็นอิสระและสบายใจมากที่สุดเลยนะ

อนาคตของข้อมูลส่วนตัวบนบล็อกเชน: ความท้าทายและโอกาสที่เราต้องรู้

ก้าวแรกที่ต้องฝ่าฟัน: ข้อจำกัดและอุปสรรค

แม้ว่าบล็อกเชนจะดูเป็นเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมและมีศักยภาพสูงในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของเรา แต่ก็ต้องยอมรับค่ะว่ามันยังมีข้อจำกัดและความท้าทายบางอย่างที่เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะคะ อย่างแรกเลยคือเรื่องของ “ความซับซ้อน” ค่ะ สำหรับคนทั่วไปแล้ว การทำความเข้าใจหลักการทำงานของบล็อกเชนอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ทำให้การนำมาใช้งานในวงกว้างยังต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และปรับตัวพอสมควร นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ “ประสิทธิภาพ” และ “ความสามารถในการขยายขนาด” (Scalability) ที่บางบล็อกเชนยังไม่สามารถรองรับการทำธุรกรรมจำนวนมหาศาลได้เท่ากับระบบแบบรวมศูนย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่นักพัฒนาทั่วโลกกำลังเร่งแก้ไขกันอยู่ค่ะ และอีกเรื่องที่สำคัญคือ “กฎระเบียบ” ค่ะ การที่เทคโนโลยีนี้ยังใหม่มาก ทำให้การออกกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ เพื่อรองรับการใช้งานยังตามไม่ทัน ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในการนำไปใช้ในบางกรณี ฉันเองก็เห็นว่ามีหลายประเทศกำลังพยายามปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้สอดรับกับเทคโนโลยีนี้อยู่ค่ะ แต่ก็คงต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ๆ เลยนะ

โอกาสทองที่เราจะใช้ชีวิตดิจิทัลอย่างปลอดภัยและเป็นส่วนตัว

ถึงแม้จะมีข้อจำกัดบ้าง แต่โอกาสที่บล็อกเชนจะเข้ามาพลิกโฉมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเรานั้นมีมหาศาลจริงๆ ค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจจะมี “Digital Identity” บนบล็อกเชนเป็นของตัวเอง ที่เราสามารถควบคุมการเปิดเผยข้อมูลได้ทั้งหมด ไม่ต้องพึ่งพาบัตรประชาชน หรือเอกสารยืนยันตัวตนแบบเดิมๆ อีกต่อไปแล้ว นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่จะเห็นบล็อกเชนเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมต่างๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพ ที่ข้อมูลประวัติการรักษาของเราจะปลอดภัยและเข้าถึงได้เฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาต หรือในอุตสาหกรรมห่วงโซ่อุปทาน ที่เราสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าสินค้าแต่ละชิ้นมีที่มาที่ไปอย่างไร และข้อมูลถูกบันทึกไว้อย่างถูกต้องหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่โลกดิจิทัลที่เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลส่วนตัวของเราจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือรั่วไหลไปถึงมือมิจฉาชีพอีกต่อไปแล้วค่ะ สำหรับฉันแล้ว บล็อกเชนคือแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ที่จะนำพาเราไปสู่อนาคตที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริงเลยค่ะ

ให้จบอย่างสวยงาม

หลังจากที่เราได้เจาะลึกเรื่องราวของบล็อกเชนกับการปกป้องข้อมูลส่วนตัวกันไปแล้ว ฉันหวังว่าทุกคนคงจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นนะคะว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอย่างที่คิด แต่เป็นเกราะป้องกันชั้นเยี่ยมที่จะช่วยให้เราใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัลได้อย่างสบายใจและเป็นส่วนตัวมากขึ้นจริงๆ ค่ะ การที่เราเข้าใจถึงพลังของการกระจายศูนย์และความไม่เปลี่ยนรูปของข้อมูล จะทำให้เราสามารถเป็นเจ้าของข้อมูลของเราเองได้อย่างแท้จริง และไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหลหรือถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดอีกต่อไปแล้ว ยิ่งในยุคที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีแต่จะซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ การมีเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้มาช่วยดูแลข้อมูลของเราจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ ฉันเองก็รู้สึกตื่นเต้นกับศักยภาพของบล็อกเชนที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกดิจิทัลให้ปลอดภัยขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ

Advertisement

เกร็ดความรู้ดีๆ ที่ไม่ควรพลาด

1. ลองศึกษาแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มที่ใช้บล็อกเชนในการยืนยันตัวตน เช่น Digital ID ที่กำลังเริ่มมีการพัฒนาในไทย เพื่อทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมสำหรับการใช้งานในอนาคตค่ะ ยิ่งเรารู้เร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งพร้อมรับมือกับโลกดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

2. หมั่นอัปเดตความรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้เราสามารถรับมือและปกป้องข้อมูลของเราได้ทันท่วงที เพราะมิจฉาชีพก็พัฒนากลโกงอยู่ตลอดเวลา เราต้องรู้ให้เท่าทันนะคะ

3. อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวกับแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือคลิกลิงก์ที่น่าสงสัยเด็ดขาด เพราะนั่นคือประตูบานแรกที่มิจฉาชีพจะเข้ามาล้วงข้อมูลเราไปได้ง่ายๆ เลยนะ ต้องมีสติและตรวจสอบให้ดีก่อนทุกครั้งค่ะ

4. พิจารณาใช้บริการที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลอย่างจริงจัง และตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัวของแพลตฟอร์มต่างๆ ก่อนการใช้งานเสมอค่ะ สิทธิของเราในการเลือกใช้บริการที่ปลอดภัยคือสิ่งที่เราควรใส่ใจ

5. สนับสนุนการพัฒนาและนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในวงกว้าง เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัยและโปร่งใสสำหรับทุกคนในระยะยาว เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ดีเริ่มต้นจากความเข้าใจและการร่วมมือกันของเรานี่แหละค่ะ

สรุปประเด็นสำคัญที่ต้องจำ

มาถึงตรงนี้ หลายคนคงพอจะเข้าใจแล้วใช่ไหมคะว่าทำไมบล็อกเชนถึงได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของเราในยุคนี้ จุดเด่นสำคัญที่ฉันอยากให้ทุกคนจำไว้เลยก็คือ บล็อกเชนสร้างความปลอดภัยด้วยการ ‘กระจายอำนาจ’ ของข้อมูล ทำให้ไม่มีตัวกลางเพียงจุดเดียวที่ควบคุมข้อมูลทั้งหมด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีหรือการรั่วไหลได้อย่างมหาศาลค่ะ ระบบนี้ทำให้เราไม่ต้องฝากความเชื่อใจไว้กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่เชื่อมั่นในพลังของเครือข่ายที่แข็งแกร่งและโปร่งใสแทน

นอกจากนี้ ‘ความไม่เปลี่ยนรูป’ ของข้อมูลที่บันทึกบนบล็อกเชนก็เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่ทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจมากๆ เพราะเมื่อข้อมูลถูกเขียนลงไปแล้ว มันจะถูกเก็บรักษาไว้อย่างถาวร ไม่มีใครสามารถย้อนกลับไปแก้ไข ลบ หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้เลย ทำให้ข้อมูลของเรามีความถูกต้องและเชื่อถือได้ในระยะยาวจริงๆ ค่ะ เหมือนกับเรามีสมุดบัญชีที่ไม่มีใครปลอมแปลงได้เลยนะ

สุดท้ายนี้ สิ่งที่บล็อกเชนมอบให้กับเราคือ ‘ความโปร่งใส’ ที่ตรวจสอบได้ ทุกการเคลื่อนไหวของข้อมูลหรือการทำธุรกรรมจะถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนบนเครือข่ายที่ทุกคนสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ (โดยที่ยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลจริงเอาไว้) ซึ่งช่วยลดโอกาสในการทุจริตและสร้างความมั่นใจในการใช้บริการต่างๆ บนโลกออนไลน์ได้เป็นอย่างดีเลยนะคะ ฉันเชื่อว่าอนาคตของข้อมูลส่วนตัวที่ปลอดภัยและเป็นของเราเองอย่างแท้จริง อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วค่ะ และเราทุกคนก็มีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตนั้นได้ด้วยการทำความเข้าใจและสนับสนุนเทคโนโลยีดีๆ อย่างบล็อกเชนค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: “บล็อกเชน” คืออะไรคะ เห็นพูดถึงกันเยอะ แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่ามันทำงานยังไง และต่างจากการเก็บข้อมูลแบบเดิมๆ ยังไงบ้าง?

ตอบ: อ๋อ… เข้าใจเลยค่ะว่าหลายคนอาจจะยังสับสน เพราะคำว่า “บล็อกเชน” มักจะมาคู่กับคริปโทเคอร์เรนซีใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้วมันเป็นมากกว่านั้นเยอะเลยค่ะ! ลองนึกภาพแบบนี้นะคะ บล็อกเชนก็เหมือนสมุดบัญชีขนาดใหญ่ยักษ์ที่ไม่ได้มีเล่มเดียว แต่มีสำเนาหลายๆ เล่มกระจายอยู่ทั่วโลกเลยค่ะ ข้อมูลต่างๆ ที่เราบันทึกลงไป ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรม หรือข้อมูลส่วนตัว จะถูกรวมกลุ่มกันเป็น “บล็อก” แล้วบล็อกเหล่านี้ก็จะถูกนำมาเชื่อมต่อกันเป็น “โซ่” ยาวๆ ไปเรื่อยๆ ค่ะสิ่งที่ทำให้บล็อกเชนพิเศษกว่าการเก็บข้อมูลแบบเดิมๆ ที่รวมศูนย์ไว้ที่เดียวก็คือ คุณสมบัติเด่น 3 ข้อหลักๆ เลยค่ะ:
การกระจายศูนย์ (Decentralization): แทนที่จะมีคนกลางคนเดียว (เช่น ธนาคาร หรือบริษัทใหญ่ๆ) เก็บข้อมูลทั้งหมด บล็อกเชนจะกระจายสำเนาข้อมูลไปเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องที่เรียกว่า “โหนด” ทั่วเครือข่าย พอไม่มีใครคนใดคนหนึ่งคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ก็ลดโอกาสที่ข้อมูลจะถูกแก้ไขหรือปลอมแปลงได้ง่ายๆ แถมยังทนทานต่อการถูกโจมตีอีกด้วยค่ะ
การเข้ารหัส (Encryption): ข้อมูลทุกอย่างที่บันทึกบนบล็อกเชนจะถูกเข้ารหัสด้วยเทคนิคทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนมากๆ ทำให้ยากต่อการแฮกหรือถอดรหัส นึกภาพว่าข้อมูลของคุณถูกใส่กุญแจล็อคแน่นหนา แถมกุญแจนั้นก็ยังถูกซ่อนอยู่ท่ามกลางข้อมูลมหาศาลเลยค่ะ
การไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ (Immutability): เมื่อข้อมูลถูกบันทึกลงในบล็อกและเชื่อมต่อเข้ากับโซ่แล้ว จะไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขหรือลบข้อมูลในบล็อกนั้นได้เลยค่ะ ถ้าจะแก้ไข ก็ต้องได้รับฉันทามติจากคนส่วนใหญ่ในเครือข่ายก่อน ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แถมยังต้องแก้ข้อมูลในบล็อกก่อนหน้าทั้งหมดด้วย ซึ่งทำให้การปลอมแปลงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยค่ะนี่แหละค่ะคือหัวใจของบล็อกเชน ที่แตกต่างจากฐานข้อมูลแบบเดิมๆ ที่รวมศูนย์และอาจมีความเสี่ยงจากการถูกแก้ไขหรือรั่วไหลได้ง่ายกว่าเยอะเลย ฉันเองก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะเลยนะเวลาได้เรียนรู้ว่าข้อมูลของเราจะปลอดภัยด้วยวิธีเหล่านี้

ถาม: แล้วบล็อกเชนจะช่วยปกป้องข้อมูลส่วนตัวของเราให้ปลอดภัยจากข่าวข้อมูลรั่วไหลในไทยบ่อยๆ ได้ยังไงคะ? แล้วกฎหมาย PDPA ของเราจะเข้ากับบล็อกเชนได้ดีแค่ไหน?

ตอบ: เป็นคำถามที่ดีมากๆ เลยค่ะ เพราะเรื่องข้อมูลรั่วไหลนี่เป็นอะไรที่ฉันเองก็กังวลใจมากๆ เหมือนกัน ยิ่งช่วงนี้มีข่าว PDPA ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2565 ในไทยออกมาเรื่อยๆ ยิ่งทำให้เราตื่นตัวเรื่องนี้มากขึ้นไปอีกใช่ไหมคะบล็อกเชนมีคุณสมบัติที่เข้ามาเสริมความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยค่ะ:
ลดความเสี่ยงจากการถูกแฮกที่จุดเดียว: อย่างที่บอกไปว่าบล็อกเชนมีการกระจายศูนย์ ทำให้ไม่มี “จุดเดียวที่ล้มเหลว” (Single Point of Failure) ถ้าแฮกเกอร์พยายามเจาะระบบที่จุดใดจุดหนึ่ง ข้อมูลที่เหลือยังคงปลอดภัย เพราะสำเนาข้อมูลกระจายอยู่ทั่วเครือข่าย และถ้าใครพยายามแก้ไขข้อมูล คนอื่นๆ ในเครือข่ายก็จะรู้ทันทีเลยค่ะ ลองนึกภาพว่าถ้าเอกสารสำคัญของคุณไม่ได้เก็บไว้ในตู้เซฟตู้เดียว แต่มีสำเนาหลายร้อยชุดในตู้เซฟที่กระจายอยู่ทั่วเมือง การจะขโมยหรือแก้ไขข้อมูลทั้งหมดพร้อมกันนี่แทบเป็นไปไม่ได้เลยใช่ไหมคะ
ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้แต่คงความเป็นส่วนตัว: บนบล็อกเชน ทุกธุรกรรมจะถูกบันทึกอย่างโปร่งใส ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ตลอดเวลา แต่!
ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลส่วนตัวของเราจะเปิดเผยต่อสาธารณะทั้งหมดนะคะ บล็อกเชนสามารถออกแบบให้ข้อมูลละเอียดอ่อนถูกเก็บแบบ “Off-chain” (นอกเครือข่ายบล็อกเชน) หรือเข้ารหัสไว้อย่างแน่นหนา ส่วนบนบล็อกเชนอาจจะเป็นแค่ “แฮช” ของข้อมูล หรือข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้โดยตรง ทำให้เราสามารถยืนยันความเป็นเจ้าของหรือความถูกต้องของข้อมูลได้ โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด
เพิ่มอำนาจให้เจ้าของข้อมูล (Data Sovereignty): ในอนาคต บล็อกเชนจะช่วยให้เราควบคุมข้อมูลส่วนตัวของเราได้ดีขึ้นมากเลยค่ะ เราสามารถกำหนดได้เองเลยว่าจะอนุญาตให้ใครเข้าถึงข้อมูลของเราได้บ้าง และเป็นระยะเวลานานแค่ไหน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของ PDPA ที่เน้นสิทธิของเจ้าของข้อมูลสำหรับ PDPA ของไทยกับบล็อกเชนนั้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็มีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้บล็อกเชนในบริการทางการเงิน โดยเน้นย้ำเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และแนะนำให้พิจารณาเก็บข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงแบบ Off-chain หรือใช้เทคโนโลยีอื่นที่ทำให้ควบคุมดูแลข้อมูลได้ตามกฎหมาย PDPA ซึ่งตรงนี้ทำให้ฉันมั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้จะเติบโตไปพร้อมกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในบ้านเราได้อย่างแน่นอนค่ะ

ถาม: ตอนนี้มีหน่วยงานไหนในไทย หรือต่างประเทศที่เริ่มนำบล็อกเชนมาใช้ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของเราบ้างแล้วหรือยังคะ? แล้วเราในฐานะผู้ใช้งานจะเห็นประโยชน์อะไรบ้าง?

ตอบ: มีแล้วแน่นอนค่ะ! บล็อกเชนไม่ได้เป็นแค่เรื่องในโลกคริปโทฯ อีกต่อไปแล้วนะคะ แต่หลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศเริ่มเห็นศักยภาพและนำมาปรับใช้เพื่อยกระดับการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลจริงๆ ค่ะ ฉันเองก็ติดตามข่าวพวกนี้มาตลอด รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นการนำไปใช้จริง!
ในระดับโลก ประเทศภูฏานถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมากๆ ค่ะ! เมื่อเร็วๆ นี้ เขาประกาศย้ายระบบยืนยันตัวตนแห่งชาติ รวมถึงข้อมูลบัตรประชาชนของพลเมืองกว่า 800,000 คน ไปอยู่บนเครือข่ายบล็อกเชน Ethereum เลยนะคะ!
โดยใช้เทคโนโลยี Zero-Knowledge Proofs (ZKP) ที่ช่วยให้ยืนยันตัวตนได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เจ๋งไปเลยใช่ไหมคะ ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้นส่วนในประเทศไทยเรา แม้จะยังไม่มีการนำบล็อกเชนมาใช้กับข้อมูลบัตรประชาชนในวงกว้างเหมือนภูฏาน แต่ก็มีหลายภาคส่วนที่กำลังศึกษาและเริ่มนำไปปรับใช้แล้วค่ะ:
ภาคการเงิน: ธนาคารหลายแห่งในไทยเริ่มนำบล็อกเชนมาใช้ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ซึ่งช่วยลดเวลา เพิ่มความปลอดภัย และเพิ่มความสามารถในการบันทึกข้อมูลเพื่อตรวจสอบ เช่น การออกหนังสือค้ำประกันของธนาคารกสิกรไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ก็มีการนำบล็อกเชนมาใช้กับแพลตฟอร์มการลงทุนในโทเคนดิจิทัลอย่าง TDX ซึ่งได้รับมาตรฐานความปลอดภัย ISO 27001 และ ISO 27701 (มาตรฐานการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล) ด้วยค่ะ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องข้อมูลอย่างจริงจัง
การจัดการข้อมูลในองค์กร: บางองค์กรมีการนำบล็อกเชนมาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลภายใน เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบย้อนหลังได้ และป้องกันการแก้ไขข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
การพิสูจน์และยืนยันตัวตนดิจิทัล: บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง IBM, Microsoft ก็กำลังพัฒนาและนำบล็อกเชนมาใช้ในการตรวจสอบและพิสูจน์ตัวตนแบบดิจิทัลที่ปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นค่ะในฐานะผู้ใช้งานอย่างเราๆ ประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการที่บล็อกเชนถูกนำมาใช้ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลก็คือ:
ความมั่นใจที่มากขึ้น: เราจะรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นว่าข้อมูลส่วนตัวของเราที่ให้ไป จะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือรั่วไหลได้ง่ายๆ เพราะมีระบบที่แข็งแกร่งมาช่วยปกป้อง
การควบคุมข้อมูลที่ดีขึ้น: ในอนาคต เราอาจจะมี “Digital ID” บนบล็อกเชนที่ทำให้เราสามารถควบคุมได้เองว่าจะแชร์ข้อมูลอะไร กับใคร และเมื่อไหร่ ซึ่งจะช่วยให้เรามีอำนาจเหนือข้อมูลของเราเองมากขึ้นค่ะ
ลดปัญหาการฉ้อโกง: ด้วยความสามารถในการตรวจสอบย้อนหลังและคุณสมบัติที่แก้ไขข้อมูลได้ยาก บล็อกเชนจะช่วยลดปัญหาการฉ้อโกงหรือการปลอมแปลงข้อมูลได้เยอะเลยค่ะฉันคิดว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นเหมือนกับ “เกราะป้องกัน” ดิจิทัลที่กำลังพัฒนาและจะทำให้ชีวิตออนไลน์ของเราปลอดภัยและไร้กังวลมากขึ้นจริงๆ ค่ะ อนาคตที่ข้อมูลส่วนตัวของเราอยู่ในมือเราจริงๆ คงมาถึงในไม่ช้าแน่นอน!

📚 อ้างอิง

Advertisement